วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตเศรษฐกิจของโลก ตอนที่ 1

จั่วหัววิกฤติ เ ลยดูจะเครียดไปหน่อย แต่ไม่รู้น่ะค่ะ รู้สึกว่าไม่ซีเรียสเลย ไม่ตื่นเต้น แม้ว่าจะมีโอกาสตกงานเหมือนปี 40 ตอนเกิดวิกฤตต้มยำุกุ้ง ไม่ได้ว่ารวย แต่มีความเชื่อว่า พวกเราคนไทยเคยผ่านมาแล้ว มีประสบการณ์มาแล้ว มีความสามารถในการรับมือได้ และมีการเตรียมพร้อมเชียวล่ะ ที่สำคัญวิกฤติการเมือง ก็ชักจะชาชินซะแล้ว บอกตรงๆ เฉยๆ 

กลับมาวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ จริงๆ ทางอเมริกา และยุโรป เค้าไม่ใช้คำนี้ ไม่เคยเห็นในหน้าหนังสือพิมพ์หรือเว็บ CNN Yahoo Google New เลย ที่เห็นจะเป็น Subprime Crisis, Credit Crisis, Bank Crisi, USA Crisis และล่าสุดเป็น World Cirsis สถานะการณ์ปัจจุบันลุกลามจนคาดไม่ถึงว่าจะจบแบบไหน มีการคาดการณ์กันว่าปี 2552 จะเผาจริง อันนี้ขอบอกเลยน่ะจ๊ะ คนเราถ้ารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วไม่ทำอะไรนี่แย่มากๆ เหมือนทางอเมริกา รู้ว่าปีหน้าจะเกิดอะไร แต่ไม่สนใจตอนนี้เป็นไง และจะแก้ยังไง ขอให้เพื่อนลองนึกไปตอนปี 40 41 พวกเราสับสนกันมากมีแต่ข่าวร้าย แบงค์ล้มเกินครึ่ง ธุรกิจล้มละลาย คนตกงานเยอะมาก มีพ่อเพิ่มอีกคนชื่อ ไอเอ็มเอฟ สถานการณ์ตอนนั้น เหมือนกับอเมริกาเลย ตอนนี้ที่อเมริกา ธนาคารล้มไปเยอะมาก ทั้้งใหญ่และเล็ก ที่ดังสุดเป็น Lehman Brother และธุรกิจระดับประเทศขอล้มละลายไปหลายเจ้าแล้ว ล่าสุดเป็นร้านค้าอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ชื่อ Curcuit City คล้ายไอทีซิตี้บ้านเรา ตอนนี้กำลังลุ้น ค่ายรถยักษ์ใหญ่ GM Ford Crysler 

นักวิเ คราะห์หลายท่านบอกว่า จะเปรียบเทียม ต้มยำกุ้ง กับ แฮมเบอร์เกอร์ ได้บ้างและไม่ได้บ้าง แต่ในความเห็นส่วนตัว พอจะบอกไ ด้แบบนี้

 

  • ส่วนที่จะเอามาเปรียบเทียบกันไ ม่ได้ คือ ขนาด ต่างกันลิบลับ บ้านเราขนาดเศรษฐกิจเล็กมากเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโลก แต่อเมริกาขนาดเศรษฐกิจเกินครึ่งของโลก  ทำให้ผลกระทบกับโลกต่างกันมาก และอีกส่วนที่เทียบกันลำบากคือ สาเหตุ บ้านเราเกิดจากค่าเงิน อเมริกาเกิดจาก สินเชื่อซับไพร์ม
  • ส่วนที่พอจะเปรียบเทียบกันได้ คือ วิวัฒนาการของสถานะการณ์ เริ่มจากสถาบันการเงินล้ม ธุรกิจลุ้ม คนตกงาน มันมารูปแบบเดียวกัน และต่อไปคือ ปัญหาสังคมรุนแ รง ที่จะตามมา ถ้ารัฐบาลไม่หยุดความวิตกก่อน อันนี้อเมริกาคนเก่งเยอะมาก แต่ไม่ตั้งตัวหรือเพราะอะไรไม่ทราบได้ ดูยังมั่วๆ กันอยู่ แผนหยุดความวิตกไม่มี มัวแต่ไปมองปีหน้าเผาจริง หรือเมื่อวันก่อนไปมอง Global Trend 2025 ท่าจะมั่วจริงๆ นี่ไม่ต้องพูดแผนกอบกู้
         และอีกอันจริงๆ มันเหมือนกัน คือ สาเหตุ ถ้ามองลึกๆ แ ล้วเหมือนประเทศสาระขันธ์เลย นั่นคือ ความโลภ ความฟุ้งเฝ้อ การคอร์รัปชั่น นั่นแ หละเป็นสาเหตุสำคัญ
 
        ขอจบตอนก่อนแ ล้วกัน ดูแล้วเรื่องนี้มีให้เขียนกันยาว ยังไ งก็อย่าประมาทการใช้จ่ายน่ะค่ะ เศรษฐกิจพอเพียงดีที่สุด เหมาะที่สุด สำหรับประเทศไทย และน่าจะเป็นของโลกด้วย ถ้าใครไม่ประมาท และนำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ล่ะก็ ไม่ต้องกลัวปีหน้าเลย และที่สำคัญถ้าเราไม่มีปัญหา สมองก็จะใส มองเห็นโอกาสในวิกฤติได้
 

 

สินเชื่อ คือ อะไร และสำคัญฉะไหน

เอาแบบไม่ต้องกางตำราแล้วกันน่ะค่ะ สินเชื่อ แปลกันแบบบ้านๆ สิน คือ เงินทอง สินทรัพย์ เชื่อ ก็คือเชื่อ เชื่อใจ รวมกันก็ เชื่อใจเรื่องเงินทอง ทรัพย์สิน เลยให้เธอยืม ง่ายจัง เมื่อให้เธอยืมแล้ว เธอก็ต้องคืน แล้วก็ต้องมีอะไรตอบแทนให้พอสมน้ำสมเนื้อกัน ของฟรีไม่มีในโลกว่างั้น ผลตอบแทนที่ว่า ก็คือ ดอกเบี้ย

สินเชื่อ ตามที่เคยร่ำเรียนมา เค้าว่า มนุษย์เรารู้จักมานานมากแล้ว เป็นพันปี ประเทศแรกๆ ที่มีระบบสินเชื่อ หรือการให้ยืมเงินแล้วคิดดอกเบี้ย กำหนดงวดการชำะ ว่ากันว่าเป็นชาวอิสราเอล ตอนแรกแปลกใจมากเลย ไปลองอ่านประวัติศาสตร์มาแบบผ่านๆ ชนชาติอิสราเอล เป็นนักคิดและนักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของโลก หลายคน(จำชื่อไม่ได้ไว้วันหลัง จะมาเล่าให้ฟัง) เวลาชาวอิสราเอล ไปอยู่ประเทศไหน มักจะมีอาชีพเก็บภาษี พ่อค้า คำนวณเงินต่างๆ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่จะมีคนไม่ชอบ และทำให้มีคนใจร้าย ทำร้ายชาวยิวในสงครามโลก ไปไกลเกินไปแล้ว เอาเป็นว่าระบบธนาคารปัจจุบัน หรือการคิดดอกเบี้ย มีกำเนิดมาจากชาวอิสราเอลแล้วกัน

รูปแบบของสินเชื่อ

เมื่อก่อนจะให้หยิบยืมเงิน หรือสิ่งของ แล้วค่อยทะยอยใช้ทีหลัง ปัจจุบันแม้ว่ารูปแบบจะเปลี่ยนไปมาก แต่คงลัษณะเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่เรียกว่านวัตกรรมดีกว่า รูปแบบสินเชื่อก็มีหลายแบบ ขอยกตัวอย่างแล้วกัน

เงินกู้ระยะยาว จะเป็นสินเชื่อที่ให้กู้ไปเป็นก้อนที่เดียว แล้วผ่อนใช้คืนทีหลัง เช่น ผ่อนซื้อบ้าน สร้างโรงงาน เป็นต้น ดอกเบี้ยก็จะต่ำกว่าแบบอื่น

เงินกู้ระยะสั้น จะเป็นสินเชื่อระยะสั้นส่วนใหญ่ไม่เกินสามปี มีรูปแบบการให้ใช้เป็นวงเงิน ใช้คืนแล้ว อาจจะเอามาใช้อีกได้ เช่น วงเงินเบิกเกินบัญชี หรือ ชาวบ้านเรียกว่า โอดี เงินกู้ระยะสั้นเหมาะสำหรับการใช้หมุนเวียนในกิจการ หรือเป็นเงินสำรอง ดอกเบี้ยจะสูงกว่าแบบแรก

หลักๆ มีแค่ 2 ประเภท แต่ปัจจุบันมีเยอะจนงง โดยเดี๋ยวนี้มีการแยกสินเชื่อบุคคลออกมา  เป็นบัตรเครดิต บัตรเงินสด เงินกู้ส่วนบุคคล โดยไม่มีหลักประกัน แล้วก็นั่นเอง ดอกเบียแพงมหาโหด และกำลังเป็นปัญหาในปัจจุบัน

 

วันนี้เอาแค่นี้แล้วกันนะค่ะ เดี๋ยวจะมาต่ออีก  

 

 

 

 

 

 

สวัสดีค่ะ อยากมีบล็อกของตัวเองซักอัน แต่ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร เรื่องส่วนตัวของตัวเองก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ  งานอดิเรกก็ไม่มี ก็เอานี่ล่ะค่ะ เรื่องที่ทำงานอยู่แล้วกัน แต่พอเริ่มเขียน ก็ต้องบอกกับตัวเองว่า หนักไปหรือเปล่าเนี่ยฉัน ชื่อเกี่ยวกับ สินเชื่อ บัตรเครดิต เงินกู้ และหนี้สิน คำพวกนี้ไม่ค่อยอยากได้ยินเลยจริงๆ  ให้ดิ้นแล้วไม่ตาย  แต่เอาล่ะ จะพยายามไม่ให้ซีเรียส จะเอาแบบง่ายๆ ไม่วิชาการมาก แฝงความรู้ไปในตัว เกร็ดทิบและเทคนิค เรื่องพวกนี้จริงๆ ไม่มีอะไร แต่ว่ามันต้องจัดการเท่านั้นเอง

สาเหตุอีกอย่างที่จะเขียนกับเรื่องนี้ พอดีได้ผ่านวิกฤต ปี 2540 ใครเคยผ่านช่วงนั้น คงทราบดีว่าเป็นอย่างไร หนี้สินทั่วบ้านทั่วเมือง พอจะโงหัวกันได้มาหน่อย ปี 2551 มันมาอีกแล้ว คราวนี้มาแบบซึมๆ ลึกๆ แต่ก็มาแล้ว โดยเฉพาะหนี้สินภาคครัวเรือน หนี้บัตรเครดิต ตอนนี้ลามปามเป็นสินเชื่อบุคคล ดอกมหาโหดนะจ๊ะ

ก็จะพยายามรวบรวม เทคนิค การจัดการเรื่องพวกนี้ ตั้งแต่แรกเลย ว่าถ้าอยากได้บัตรเครดิตซักอันต้องทำไง อยากกู้ซื้อบ้านทำไง ต่อมาก็จะอยู่กับมันยังไงดี และสุดท้ายถ้ามีปัญหาจะแก้ยังไง

ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวนะค่ะ